“เพื่อไทย” ยืนยัน!! จะเอาประธานสภาฯ พร้อมรัฐมนตรี 14 คน เท่าก้าวไกล

บรรดาผู้นำพรรคเพื่อไทยร่วมกันแถลงเมื่อวันอังคาร (27 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ว่าพรรคเพื่อไทยต้องการตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมรัฐมนตรี 14 ตำแหน่งเท่ากับพรรคก้าวไกล โดยอ้างว่ามีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรห่างกันเพียงแค่ 10 เสียงเท่านั้น

นายชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยเสนอว่าในเมื่อมีคะแนนต่างจากพรรคก้าวไกลเพียง 10 เสียง ควรได้ตำแหน่งระดับสูงที่ใกล้เคียงกัน

“พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนะครับ ในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำและเป็นพรรคลำดับ 2 ซึ่งมีคะแนนที่ต่างกันเพียง 10 คะแนน ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ได้นะครับมี 14 ตำแหน่ง พรรคก้าวไกลบวกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็น 14+1 เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร พรรคเพื่อไทยเองก็เสนอว่าเพื่อไทยเอง 14+1 ‘1’ นั้นคือประธานฝ่ายอ่า… เป็นประธาน… เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภา นั่นเป็นข้อเสนอเบื้องต้นที่ได้เสนอไป” นายชลน่าน กล่าว

“ทางกรรมการบริหารหลังจากฟังคณะกรรมการเจรจาได้นำเสนอแล้วเนี่ย กรรมการบริหารมีความเห็นว่าควรยืนในหลักการ 14+1 ก็คือ หลักการแรกที่นำเสนอไป ขอให้กรรมการที่รับภาระมอบหมายจากกรรมการบริหารไปเจรจาในประเด็นนี้ต่อไป นั่นก็คือหมายความว่าไปเจรจาเรื่องของ 14 รัฐมนตรีและประมุขนิติบัญญัติตามที่ได้เสนอตอนแรกสุด ขอเป็นของพรรคเพื่อไทยนะครับ”

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวต่อไปว่า ความต้องการของกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวก็ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ส่วนใหญ่ของพรรค ที่มีการประชุมกันเมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร (27 มิ.ย.)

“ความหมายก็คือว่าสมาชิกส่วนใหญ่นะครับเห็นว่าควรจะไปเจรจาในมุมที่ได้รับมอบหมายจากกรรมการบริหาร ก็คือ 14+1”

ภูมิธรรมลั่นถ้าไม่ยอมก็ต้องทบทวนตัวเอง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ประชุมของ ส.ส. พรรคการประชุมดังกล่าวไม่ได้มีการลงมติกัน แต่ความเห็นที่ออกมาเป็นเอกภาพ ดังนั้นตนและนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค จะนำข้อเสนอนี้ไปเจรจากับคณะเจรจาของพรรคก้าวไกลในวันพุธ (28 มิ.ย.)

ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถามนายภูมิธรรมว่า หากพรรคก้าวไกลไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ จะทำอย่างไร นายภูมิธรรมตอบว่า

“ไม่ยอม ก็ต้องต่างฝ่ายต่างไปทบทวน ก็แสดงว่าข้อสรุปในการเจรจาไม่จบ”

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ถ้าการเจรจามีความคืบหน้าอย่างไร ก็จะนำมาเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งตนคิดว่ายังมีเวลาก่อนจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการโหวตเลือกประธานสภาฯ ในวันที่ 4 ก.ค.

อย่างไรก็ตาม การแถลงครั้งนี้ไม่ได้ระบุเหตุผลว่าทำไมพรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องได้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร นอกจากคณิตศาสตร์ทางการเมือง ต่างจากพรรคก้าวไกลที่เคยแถลงถึงความจำเป็นที่ต้องได้ตำแหน่งนี้ไปแล้ว 3 เหตุผล ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.