“โรม” จี้ปัญหา!! พลทหารตายปริศนาในค่าย หลังฟัง ผบ.ทบ.แล้วกังวลใจ ทัศนคติ “วัวหายล้อมคอก”

“โรม” จี้ปัญหา พลทหารตายปริศนาในค่าย หลังฟัง ผบ.ทบ.แถลงแล้วกังวลใจทัศนคติ “วัวหายล้อมคอก” เพราะมั่นใจแนวทางที่ดำเนินอยู่

วันที่ 7 มิถุนายน 2566 นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พลทหารตายปริศนาในค่าย ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิด ไม่ใช่คอยล้อมคอกอยู่เรื่อยไป

เกิดขึ้นอีกครั้งกับกรณีพลทหารฝึกใหม่ประจำค่ายทหารแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี เสียชีวิต พร้อมกับการรายงานข้อเท็จจริงแวดล้อมที่มีความขัดแย้งกัน เช่นที่แหล่งข่าวที่ออกมาเปิดเผยกรณีการเสียชีวิตรายงานว่ามีการลงโทษพลทหารนายดังกล่าวเพราะนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในค่าย ในขณะที่ทางกองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงว่าไม่ได้มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น แต่เหตุของการเสียชีวิตเกิดจากอาการหายใจติดขัดและหมดสติระหว่างการฝึก

และเมื่อหันมาดูท่าทีของ ผบ.ทบ. พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ได้แถลงข่าวว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและลงโทษต้นสังกัดแล้ว รวมถึงกล่าวในทำนองว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียง 1 หน่วยที่เกิดปัญหาขึ้นมา จาก 299 หน่วยฝึกทหารใหม่ทั้งหมด ในขณะที่หน่วยอื่นๆ ยังรักษามาตรการตามนโยบายที่กองทัพบกได้ให้ไว้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

จากคำชี้แจงดังกล่าวของ ผบ.ทบ. ผมยังคงกังวลใจว่ากองทัพยังคงมีทัศนคติต่อการแก้ปัญหาการเสียชีวิตของพลทหารภายในค่ายทหารแบบ “วัวหายล้อมคอก” คือมั่นใจว่าแนวทางที่ดำเนินอยู่ของพวกตนนั้นดีแล้ว ถูกต้องแล้ว จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุแต่ละเรื่องขึ้นมา ก็ค่อยไปตั้งกรรมการสอบ ค่อยไปตามหาตัวใครสักคนในระดับที่ไม่สูงเกินไปมาลงโทษ แล้วก็ตีไปว่านี่เป็นเพียงข้อยกเว้นเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เท่านั้น

แต่จากในอดีตที่ผ่านมาเราก็เห็นกันแล้วว่ากรณีการเสียชีวิตของพลทหารในค่ายแบบนี้มักจะมีเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นระยะๆ อยู่เสมอ ในค่ายทหารหลากหลายแห่งทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดว่าเป็นเพียงปัญหาของหน่วยใดหน่วยหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงเท่านั้น และแม้ว่าในทางสถิติจำนวนทหารที่เจอกับเรื่องแบบนี้จะเป็นเพียงส่วนน้อยในจำนวนทหารทั้งหมดนับแสนนาย แต่ในมุมของตัวพลทหารเหล่านั้นและครอบครัวคนใกล้ชิด นั่นก็คือหนึ่งชีวิตที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้อยู่ดี

เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหานี้จะต้องไม่ใช่แค่การรอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยมาตามลงโทษแต่ละทีๆ อีกแล้ว แต่จะต้องพยายามลงลึกไปกว่านั้นเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกให้ได้ ไม่ว่าจะโดยการยกเลิกการเกณฑ์ทหารเพื่อให้ประชาชนที่ไม่ได้สมัครใจเป็นทหารอยู่แล้วได้ไปใช้ชีวิตทำงานด้านอื่น ไม่ต้องมารับการฝึกทหารตั้งแต่แรก การนำกองทัพมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือนโดยสมบูรณ์ คดีเกี่ยวกับวินัยทหารและคดีอาญาที่ทหารเป็นคู่ความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติผ่านศาลปกครองและศาลยุติธรรม ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรั้วค่ายทหารไม่ถูกผูกขาดและปกปิดไว้ในมือของทหารเท่านั้น รวมไปถึงสร้างกลไกการร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหารที่เป็นธรรมและปลอดภัยต่อตัวผู้ร้อง และแก้พ.ร.บ.วินัยทหาร ที่ให้อำนาจล้นเกินแก่ผู้บังคับบัญชาในการธำรงวินัย เหล่านี้คือนโยบายเกี่ยวกับทหารของพรรคก้าวไกลที่จะเร่งผลักดันต่อไปภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์